บทที่ ๒
จากลมหายใจสุดท้ายสู่การกลับคืน
Lazarus Phenomenon และการแพทย์สมัยใหม่
ในบทที่แล้ว เราได้แยกความหมายของคำว่า “ตายแล้วฟื้น” “ภาวะหัวใจหยุดเต้น”
“โคม่า” และ “ประสบการณ์เฉียดตาย” ออกจากกันแล้ว
บทนี้จะพาเราเข้าไปสู่ปรากฏการณ์ทางการแพทย์ที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง
ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Lazarus phenomenon หรือ autoresuscitation หมายถึงการที่การไหลเวียนโลหิตกลับคืนมาเองภายหลังยุติความพยายามในการช่วยฟื้นคืนชีพจากภาวะหัวใจหยุดเต้น
ชื่อ “Lazarus” มาจากเรื่องราวของลาซารัสในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งถูกเล่าว่ากลับคืนชีวิต
แต่ในทางการแพทย์ ชื่อนี้เป็นเพียงชื่อเรียกปรากฏการณ์
ไม่ได้หมายความว่าแพทย์ถือว่าเป็นการ “คืนชีพจากความตาย” ในความหมายทางศาสนา
งานทบทวนวรรณกรรมทางการแพทย์ยืนยันว่าปรากฏการณ์นี้มีรายงานจริง
แต่พบได้น้อยและหลักฐานส่วนใหญ่เป็นรายงานผู้ป่วยหรือการศึกษาที่มีข้อจำกัด
จึงต้องระมัดระวังอย่างมากในการนำไปตีความว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ
๑. Lazarus phenomenon คืออะไร
Lazarus phenomenon หรือ autoresuscitation หมายถึงการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตอย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากยุติการช่วยฟื้นคืนชีพในผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น
คำสำคัญคือ
“หลังจากยุติ CPR แล้ว การไหลเวียนโลหิตกลับมาเอง”
จึงแตกต่างจากกรณีที่แพทย์ทำ CPR ต่อเนื่องแล้วหัวใจกลับมาเต้น
เพราะกรณีหลังเรียกว่า ROSC — Return of Spontaneous Circulation ซึ่งหมายถึงการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตอย่างเป็นระบบ
ส่วน Lazarus phenomenon เป็นกรณีที่มีช่วงหนึ่งซึ่งยุติความพยายามช่วยชีวิตแล้ว
ก่อนที่จะพบว่าการไหลเวียนโลหิตกลับคืนมาเอง
การทบทวนวรรณกรรมฉบับหนึ่งซึ่งรวบรวมข้อมูลถึงปี 2008 พบรายงาน 32 กรณีจาก 27 บทความ
และเวลาที่มีรายงานการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตอยู่ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึง 33 นาที อย่างไรก็ตาม
คุณภาพหลักฐานถูกประเมินว่าต่ำมาก
เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นรายงานผู้ป่วยและวิธีการติดตามแตกต่างกัน
ต่อมา การทบทวนในปี 2023 ซึ่งรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบรายงาน 76 กรณีจาก 66 การศึกษา
โดยเวลามัธยฐานจากการยุติ CPR ถึงการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตอยู่ที่ประมาณ 5 นาที
และผู้ป่วยส่วนใหญ่ในรายงานเหล่านั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จึงควรเข้าใจว่า
Lazarus phenomenon เป็นปรากฏการณ์ทางการแพทย์ที่มีรายงานจริง
แต่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้น้อยมาก
และไม่ใช่หลักฐานโดยตัวมันเองว่าคนตายแล้วสามารถกลับมาจากความตายได้
๒.
การกลับมาของการไหลเวียนโลหิตหลังหยุด CPR
เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ง่ายขึ้น ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ในห้องฉุกเฉิน
ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น
ทีมแพทย์เริ่ม CPR
มีการกดหน้าอก
ให้ออกซิเจน
ใช้ยา
และในกรณีที่เหมาะสม ใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า
แต่หลังจากดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว
ผู้ป่วยยังไม่มีสัญญาณการไหลเวียนโลหิตกลับคืนมา
เมื่อทีมแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถดำเนินการช่วยชีวิตต่อไปได้ จึงยุติ CPR
จากนั้นทุกคนถอยออกจากผู้ป่วย
แต่ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง กลับพบว่ามีสัญญาณชีพหรือการไหลเวียนโลหิตกลับมา
เหตุการณ์ลักษณะนี้เองที่ถูกเรียกว่า autoresuscitation หรือ Lazarus phenomenon
การทบทวนวรรณกรรมในปี 2020 ซึ่งรวบรวมผู้ป่วย 65 รายจาก 53 บทความที่ตีพิมพ์ระหว่าง
ค.ศ. 1982–2018 พบว่ามีผู้ป่วย 18 ราย หรือประมาณ 28% ที่รายงานว่าฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์ในกลุ่มกรณีศึกษาที่ถูกรวบรวมไว้
แต่ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกตีความเป็น “อัตราการรอดชีวิตของ Lazarus phenomenon” สำหรับผู้ป่วยทั่วไป
เพราะข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงานกรณี ไม่ใช่การศึกษาประชากรทั้งหมด
นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของหลักการอ่านข้อมูลทางการแพทย์ว่า
จำนวนผู้ป่วยในรายงาน ไม่เท่ากับอัตราการเกิดของปรากฏการณ์ในประชากร
๓. รายงานผู้ป่วยที่เกิดภาวะดังกล่าว
เรื่องราวของ Lazarus phenomenon ปรากฏในวรรณกรรมทางการแพทย์มาหลายทศวรรษ
ในช่วงแรกมีเพียงรายงานผู้ป่วยเป็นราย ๆ
แต่ต่อมานักวิจัยเริ่มรวบรวมรายงานเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อดูว่าเหตุการณ์มีรูปแบบบางอย่างร่วมกันหรือไม่
การทบทวนอย่างเป็นระบบในปี 2010 พบรายงาน 32 กรณีจาก 16 ประเทศ
และพบว่าการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตเกิดขึ้นตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึง 33 นาทีหลังยุติ CPR อย่างไรก็ตาม
เมื่อพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีการติดตาม ECG อย่างต่อเนื่องและระบุเวลาได้แน่นอน
ไม่พบการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตเกิน 7 นาทีหลังยุติ CPR ในชุดข้อมูลดังกล่าว
งานทบทวนที่ปรับปรุงขึ้นภายหลังยังพบรายงานเพิ่มเติมทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก
และย้ำว่าปัญหาสำคัญคือ วิธีติดตามผู้ป่วยหลังยุติ CPR แตกต่างกันมาก ทำให้การประมาณระยะเวลาที่แน่นอนและความถี่ของปรากฏการณ์ทำได้ยาก
งานทบทวนฉบับใหม่กว่าในปี 2023 พบเหตุการณ์ autoresuscitation ในงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ประมาณ
1–20 นาทีหลังการหยุดการไหลเวียนโลหิต
และในกลุ่มการศึกษาบางประเภทที่มีการติดตามอย่างเป็นระบบก็ยังพบเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้วงการแพทย์ตระหนักว่า
เมื่อยุติ CPR แล้ว
ไม่ควรตีความทันทีว่าทุกกระบวนการทางสรีรวิทยาสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์โดยไม่ต้องมีการเฝ้าติดตาม
๔. ทำไมแพทย์จึงเรียกว่า “Autoresuscitation”
คำว่า resuscitation หมายถึงการช่วยฟื้นคืนชีพหรือการทำให้ระบบสำคัญของร่างกายกลับมาทำงาน
ส่วนคำว่า auto หมายถึงเกิดขึ้นเอง
ดังนั้น
Autoresuscitation = การกลับคืนของการไหลเวียนโลหิตโดยไม่ได้มีการเริ่ม
CPR ใหม่ในช่วงที่เกิดการกลับคืนดังกล่าว
คำนี้มีความเป็นกลางทางวิทยาศาสตร์มากกว่าคำว่า “ฟื้นจากความตาย”
เพราะนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ไม่ได้กำลังประกาศว่าบุคคลนั้นได้ผ่าน
“ความตายที่ย้อนกลับไม่ได้” แล้วกลับมา
สิ่งที่สังเกตได้คือ
การไหลเวียนโลหิตหยุดลง → ยุติการช่วยชีวิต → ต่อมาพบการไหลเวียนโลหิตกลับมา
จึงเรียกว่า autoresuscitation
ส่วนชื่อ Lazarus phenomenon เป็นชื่อที่สื่อสารได้ง่ายและทำให้คนทั่วไปสนใจ
แต่ในทางวิชาการคำว่า autoresuscitation ช่วยเตือนให้เรามองปรากฏการณ์ผ่านกลไกทางสรีรวิทยามากกว่าการตีความเชิงปาฏิหาริย์
๕.
หัวใจหยุดเต้นไม่ได้หมายความว่าสมองและร่างกายหยุดทุกกระบวนการพร้อมกันทันที
นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก
เมื่อหัวใจหยุดเต้น การไหลเวียนโลหิตลดลงอย่างรุนแรงหรือหยุดลง
แต่ร่างกายไม่ได้เป็นเครื่องจักรที่ทุกส่วน “เปิด” และ “ปิด” พร้อมกันในทันที
กระบวนการทางชีววิทยามีความซับซ้อนกว่านั้น
การไหลเวียนของเลือด ความดันในระบบหลอดเลือด การทำงานของหัวใจ
การระบายอากาศในปอด และการทำงานของสมอง ล้วนมีความสัมพันธ์กัน
นักวิจัยเสนอว่าปัจจัยหลายอย่างอาจเกี่ยวข้องกับ autoresuscitation เช่น
การเปลี่ยนแปลงของความดันในทรวงอก การกักอากาศในปอด
และการกลับมาของการไหลเวียนเลือดหลังความดันต่าง ๆ ในร่างกายเปลี่ยนแปลง
การทบทวนในปี 2020 ได้เสนอหลายกลไกที่อาจเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นี้
รวมทั้งปัญหาจากการระบายอากาศระหว่าง CPR และการเปลี่ยนแปลงของแรงดันภายในทรวงอก
ดังนั้น เราไม่ควรจินตนาการว่า
หัวใจหยุดเต้น = ทุกเซลล์ในร่างกายหยุดทำงานพร้อมกันทันที
แต่ควรเข้าใจว่า
หัวใจหยุดเต้นทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวอย่างรุนแรง
และนำไปสู่กระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนต่อเนื่อง
ความแตกต่างเล็ก ๆ
ในความเข้าใจนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาความตายและประสบการณ์เฉียดตาย
๖. ความแตกต่างระหว่าง
“ฟื้นจากภาวะหัวใจหยุดเต้น” กับ “ฟื้นจากความตาย”
คำสองคำนี้ฟังดูคล้ายกัน แต่มีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก
ฟื้นจากภาวะหัวใจหยุดเต้น
หมายถึงผู้ป่วยที่เกิดภาวะ cardiac arrest แล้วได้รับการช่วยชีวิตจนการไหลเวียนโลหิตกลับคืนมา
ในกรณีนี้ การแพทย์กำลังพูดถึง การฟื้นคืนของระบบไหลเวียนโลหิต
ฟื้นจากความตาย
คำนี้มีความหมายกว้างกว่า
และในภาษาทั่วไปอาจหมายถึงบุคคลที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตแล้วกลับมามีชีวิต
แต่ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์จำเป็นต้องถามต่อว่า
ประกาศการเสียชีวิตด้วยเกณฑ์อะไร?
มีการติดตามสัญญาณชีพอย่างไร?
หัวใจหยุดนานเท่าใด?
ได้รับ CPR หรือไม่?
การไหลเวียนโลหิตกลับมาเมื่อใด?
และ
มีหลักฐานทางการแพทย์อะไรบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้?
คำถามเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะคำว่า “ตายแล้วฟื้น” ในข่าวหรือเรื่องเล่าของประชาชนอาจครอบคลุมเหตุการณ์ทางการแพทย์หลายชนิด
ยิ่งไปกว่านั้น Lazarus phenomenon ไม่ใช่ NDE
คนที่เกิด autoresuscitation ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เฉียดตาย
และคนที่มี NDE ก็ไม่ได้จำเป็นต้องมี Lazarus phenomenon
สองเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นโดยแยกจากกันได้
๗. บทเรียนจากห้องฉุกเฉิน
เรื่องราวของ Lazarus phenomenon ให้บทเรียนสำคัญแก่บุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการเฝ้าติดตามผู้ป่วยหลังยุติ
CPR
การทบทวนในปี 2018 ระบุว่ามีรายงาน autoresuscitation เพิ่มขึ้นทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก
และเน้นว่าบุคลากรทางการแพทย์ควรตระหนักถึงความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้และติดตามผู้ป่วยอย่างเหมาะสมก่อนการวินิจฉัยการเสียชีวิต
งานทบทวนปี 2023 ก็ยังชี้ว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกิดขึ้นน้อยกว่าความเป็นจริงเพราะอาจไม่ได้รับการรายงานทุกกรณี
และสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์ตระหนักถึงเรื่องนี้
นี่เป็นบทเรียนที่มีความหมายอย่างยิ่ง
การแพทย์ไม่ได้กลัวความลึกลับ
แต่พยายามเปลี่ยนความลึกลับให้กลายเป็นคำถามที่ตรวจสอบได้
เมื่อพบเหตุการณ์ผิดปกติ แพทย์ไม่ได้จำเป็นต้องสรุปว่าเป็นปาฏิหาริย์
แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธโดยไม่ศึกษา
วิธีการที่เหมาะสมคือ
สังเกต → บันทึก → ตรวจสอบ → เปรียบเทียบ → ตั้งสมมติฐาน → ศึกษาซ้ำ
นี่คือหัวใจของวิทยาศาสตร์
กล่องความรู้
Lazarus phenomenon ≠ NDE ≠ ปาฏิหาริย์
Lazarus phenomenon
คือการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตหลังยุติความพยายามช่วยฟื้นคืนชีพในบางกรณี
NDE — Near-Death Experience
คือประสบการณ์ที่บุคคลรายงานว่าเกิดขึ้นในช่วงที่เข้าใกล้ความตายหรืออยู่ในภาวะวิกฤต
เช่น ความรู้สึกออกจากร่าง เห็นแสง หรือพบผู้ล่วงลับ
ปาฏิหาริย์
เป็นคำอธิบายเชิงศาสนา วัฒนธรรม หรือความเชื่อ
ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้เรียก Lazarus phenomenon
ดังนั้น
Lazarus phenomenon ไม่ได้พิสูจน์ NDE
NDE ไม่ได้พิสูจน์ Lazarus phenomenon
และ ทั้งสองอย่างไม่ได้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองว่ามีชีวิตหลังความตาย
แต่ทั้งสองปรากฏการณ์มีคุณค่าต่อการศึกษา
เพราะทำให้มนุษย์ต้องกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า
“ในช่วงรอยต่อระหว่างชีวิตกับความตาย เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย สมอง การรับรู้
และจิตสำนึก?”
จากห้องฉุกเฉินสู่คำถามเรื่องจิต
Lazarus phenomenon ทำให้เราเห็นว่า เส้นแบ่งระหว่าง
“หัวใจหยุดเต้น” กับ “ความตายที่ไม่สามารถย้อนกลับได้”
มีความซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปคิด
แต่เมื่อหัวใจกลับมาเต้นแล้ว ยังมีคำถามอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจกว่า
ผู้ป่วยบางรายที่กลับมาจากภาวะหัวใจหยุดเต้นไม่ได้เพียงพูดว่า
“ผมฟื้นขึ้นมา”
แต่กลับพูดว่า
“ระหว่างนั้น ผมเห็นบางอย่าง”
บางคนเล่าว่าเห็นตัวเองจากภายนอกร่าง
บางคนเห็นแสงสว่าง
บางคนพบคนที่รักซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
บางคนรู้สึกว่ากำลังเดินทางไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง
และบางคนกลับมาพร้อมกับความรู้สึกว่า ตนเองได้สัมผัสบางสิ่งที่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตและความตายไปตลอดกาล
เมื่อถึงจุดนี้ การแพทย์ต้องเดินทางเข้าสู่คำถามอีกระดับหนึ่ง
ไม่ใช่เพียงว่า
“หัวใจกลับมาเต้นได้อย่างไร?”
แต่คือ
“มนุษย์รับรู้อะไรในช่วงที่กำลังจะตาย?”
และคำถามนั้นจะนำเราเข้าสู่บทต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น