บทที่ ๕
แอนิตา มอร์จานี
หญิงผู้กลับมาจากภาวะวิกฤตและมองโลกไม่เหมือนเดิม
มีเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์เฉียดตายมากมายที่ถูกเล่าต่อกันมา
แต่มีบางเรื่องที่กลายเป็นกรณีศึกษาที่ผู้คนทั่วโลกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ
Anita Moorjani — แอนิตา มอร์จานี
หญิงผู้เล่าว่า ในปี ค.ศ. 2006 ขณะที่เธอกำลังอยู่ในระยะวิกฤตจากมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
เธอเข้าสู่ภาวะโคม่าและมีประสบการณ์ที่เธอเรียกว่า Near-Death
Experience หรือ NDE
สิ่งที่ทำให้เรื่องของเธอโดดเด่นไม่ได้มีเพียงเนื้อหาของประสบการณ์เฉียดตาย
แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
เธอเล่าว่า เมื่อกลับคืนสู่สติ เธอมีมุมมองต่อความกลัว ความรัก ตัวตน
และความหมายของชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมาก
เรื่องราวของเธอได้รับการเผยแพร่ผ่านหนังสือ การสัมภาษณ์
และการบรรยายทั่วโลก โดยเฉพาะหนังสือ Dying to Be Me ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2012 และกลายเป็นส่วนสำคัญของวรรณกรรมร่วมสมัยเกี่ยวกับ
NDE และการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ
แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปสู่เรื่องราวของเธอ มีหลักสำคัญที่ควรจำไว้ว่า
บทนี้นำเสนอกรณีของแอนิตาในฐานะ “ประสบการณ์ส่วนบุคคลที่เธอเล่า”
ไม่ใช่การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริง หรือว่า NDE สามารถรักษาโรคมะเร็งได้
การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน จะทำให้เราอ่านกรณีของเธอด้วยทั้ง ความเปิดใจ และ ความรอบคอบ
๑. ชีวิตก่อนเหตุการณ์
แอนิตา มอร์จานีเกิดในครอบครัวชาวอินเดียและเติบโตในฮ่องกง
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
เธอเล่าว่าช่วงหนึ่งของชีวิตเต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับการยอมรับจากผู้อื่นและความพยายามที่จะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรอบข้าง
ในเรื่องราวที่เธอถ่ายทอด เธอมองย้อนกลับไปว่า
ความกลัวและความกังวลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเธอเป็นเวลานาน
ต่อมาเธอใช้ชีวิตและทำงานในโลกธุรกิจ
จนกระทั่งในปี 2002 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
(lymphoma)
จากนั้นชีวิตของเธอก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
เธอต่อสู้กับโรคอยู่หลายปี และสุขภาพทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงต้นปี 2006 โรคได้ลุกลามอย่างรุนแรง เธอมีเนื้องอกหลายแห่ง มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ
และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
ชีวิตของเธอจึงไม่ได้เดินเข้าสู่ NDE จากสถานการณ์ปกติ
แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ร่างกายกำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างรุนแรง
๒. ภาวะเจ็บป่วยรุนแรง
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 เป็นวันที่แอนิตาบันทึกไว้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิต
ตามเรื่องราวที่เธอเผยแพร่ เธอเข้าสู่ภาวะโคม่าและถูกนำส่งโรงพยาบาล
เธอเล่าว่าในเวลานั้นมะเร็งได้ลุกลามอย่างมาก และร่างกายอยู่ในภาวะวิกฤต
เว็บไซต์ของเธอเองระบุว่า หลังจากต่อสู้กับมะเร็งมาประมาณสี่ปี
เธอเข้าสู่ภาวะโคม่า และแพทย์มองว่าอวัยวะต่าง ๆ
ของเธอกำลังล้มเหลวและโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก
ในบันทึกประสบการณ์ที่เธอส่งให้ Near Death Experience Research
Foundation เธอระบุว่าขณะนั้นเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะรุนแรงและอยู่ในภาวะที่ต้องใช้ออกซิเจนและการรักษาอย่างเข้มข้น
สำหรับคนทั่วไป ภาพเช่นนี้อาจหมายถึง
“ชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลง”
แต่สำหรับแอนิตา
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เธอบอกว่าเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล
๓. ประสบการณ์เฉียดตายที่เธอเล่า
สิ่งที่ทำให้เรื่องของแอนิตาเป็นที่สนใจอย่างมากคือ
คำบอกเล่าของเธอเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธออยู่ในภาวะวิกฤต
ตามคำบอกเล่าของเธอ
เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในร่างกายอีกต่อไป
เธอบรรยายถึงความรู้สึกของความเบา
ความสงบ
ความเป็นอิสระ
และความรู้สึกว่าการรับรู้ของเธอขยายออกไปอย่างมาก
เธอเล่าว่าเธอรู้สึกถึงความรักอย่างลึกซึ้ง
และรู้สึกว่าตัวตนของมนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงร่างกาย
อีกส่วนหนึ่งของเรื่องราวคือการพบกับบุคคลที่เธอเชื่อมโยงกับโลกแห่งความตาย
โดยเฉพาะบิดาของเธอ
ในเรื่องเล่าของเธอ
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกว่าเธอมีทางเลือกว่าจะกลับเข้าสู่ร่างกายหรือเดินทางต่อไป
และท้ายที่สุด เธอเลือกที่จะกลับมา
เธอยังเล่าว่าในช่วงประสบการณ์นั้น
เธอได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะเรื่อง ความกลัว
การรักตัวเอง และการใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของตัวเอง
เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็น คำบอกเล่าของแอนิตาเอง
และควรใช้ถ้อยคำว่า
“เธอเล่าว่า...”
มากกว่า
“เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอนว่า...”
เพราะสิ่งที่เธอประสบภายในจิตสำนึกของเธอเป็นข้อมูลเชิงประสบการณ์ส่วนบุคคล
ไม่ใช่สิ่งที่ผู้สังเกตภายนอกสามารถตรวจวัดได้ทั้งหมด
นี่คือหลักสำคัญในการศึกษาประสบการณ์เฉียดตาย
เคารพประสบการณ์ของผู้เล่า
โดยไม่เปลี่ยนคำบอกเล่าให้กลายเป็นข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
๔. การกลับคืนสู่ชีวิต
เมื่อแอนิตากลับมามีสติ เรื่องราวของเธอก็เข้าสู่ช่วงที่น่าทึ่งอีกช่วงหนึ่ง
เธอเล่าว่าสภาพร่างกายของเธอฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
และมะเร็งที่เคยอยู่ในภาวะรุนแรงมีการตอบสนองต่อการรักษาอย่างโดดเด่น
เว็บไซต์ของเธอระบุว่า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว
เธอฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตอย่างรวดเร็วและภายในเวลาไม่นานไม่พบตัวชี้วัดของมะเร็งตามที่เธอนำเสนอเรื่องราวของตนเอง
นี่คือส่วนที่ทำให้เรื่องของแอนิตากลายเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงมากที่สุด
เพราะหากมองจากมุมของผู้ศรัทธา เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็น
“การหายอย่างน่าอัศจรรย์หลัง NDE”
แต่หากมองจากมุมการแพทย์ คำถามต้องละเอียดกว่านั้น
ผู้ป่วยได้รับการรักษาอะไรบ้าง?
ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาอย่างไร?
โรคอยู่ในระยะใด?
ผลตรวจทางพยาธิวิทยาและภาพถ่ายทางการแพทย์ก่อนและหลังเป็นอย่างไร?
มีการรักษาด้วยยา เคมีบำบัด การระบายของเหลว หรือการดูแลภาวะวิกฤตอะไรบ้าง?
คำถามเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะ การฟื้นตัวของผู้ป่วยกับสาเหตุของการฟื้นตัวเป็นคนละคำถาม
เราอาจยอมรับได้ว่า
“เธอฟื้นตัวอย่างน่าทึ่ง”
โดยยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่า
“NDE เป็นสาเหตุที่ทำให้มะเร็งหาย”
สองข้อความนี้แตกต่างกันอย่างมาก
๕. การเปลี่ยนแปลงหลังฟื้น
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของแอนิตาอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางกาย
แต่อาจเป็น
การเปลี่ยนแปลงทางความคิด
เธอกลับมาโดยมีข้อความสำคัญประการหนึ่ง
อย่าใช้ชีวิตด้วยความกลัว
ก่อนเกิดเหตุ
เธอเล่าว่าความกลัวการไม่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและความกลัวความผิดหวังมีอิทธิพลต่อชีวิตของเธออย่างมาก
หลัง NDE เธอกลับมามองชีวิตแตกต่างออกไป
เธอให้ความสำคัญกับ
ความรัก
การยอมรับตัวเอง
ความเป็นตัวของตัวเอง
และ
การใช้ชีวิตอย่างไม่ถูกความกลัวครอบงำ
ในเว็บไซต์ของเธอ เธออธิบายบทเรียนจาก NDE ว่าเป็นการกลับมาเป็นตัวของตัวเองและรักตัวเองอย่างเต็มที่
รวมทั้งการปลดปล่อยความกลัวที่เคยมีอิทธิพลต่อชีวิต
นี่เป็นตัวอย่างที่สอดคล้องกับประเด็นในบทที่ 4
คนหนึ่งอาจผ่านประสบการณ์เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
แต่เมื่อกลับมา
ระบบคุณค่าทั้งระบบอาจเปลี่ยนไป
จาก
“ฉันต้องทำให้ทุกคนพอใจ”
กลายเป็น
“ฉันต้องเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง”
จาก
“ฉันกลัวความตาย”
กลายเป็น
“ฉันต้องใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในเวลาที่ยังมีอยู่”
๖. หนังสือ Dying to Be Me
เรื่องราวของแอนิตาไม่ได้หยุดอยู่เพียงประสบการณ์ส่วนตัว
เธอนำเรื่องราวดังกล่าวมาเขียนเป็นหนังสือ
Dying to Be Me: My Journey from
Cancer, to Near Death, to True Healing
หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ในปี 2012 โดย Hay House และนำเสนอเรื่องราวชีวิต
การต่อสู้กับมะเร็ง ประสบการณ์เฉียดตาย
และบทเรียนที่เธอเชื่อว่าได้รับจากประสบการณ์นั้น
ชื่อหนังสือมีความหมายเชิงปรัชญาอย่างน่าสนใจ
Dying to Be Me
หากแปลตรงตัวอาจให้ความรู้สึกว่า
“ตายเพื่อที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง”
แต่ความหมายในบริบทของแอนิตาลึกกว่านั้น
เธอไม่ได้หมายความว่า
ต้องตายจริง ๆ จึงจะเป็นตัวเองได้
แต่เธอมองว่าประสบการณ์เฉียดตายทำให้เธอ “ปล่อยตัวตนเดิม” ที่ถูกความกลัว
ความคาดหวัง และความกังวลครอบงำ
แล้วกลับมาใช้ชีวิตในแบบที่เธอเชื่อว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
หนังสือจึงกลายเป็นมากกว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับความตาย
แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
การค้นพบชีวิต
๗. เรื่อง
“การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น”
อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เรื่องของแอนิตาน่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้คือ
การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น
ในเรื่องราวและการบรรยายของเธอ เธอพูดถึงความรู้สึกว่าหลัง NDE เธอมีความไวต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น
บางครั้งสิ่งที่คนหนึ่งพูดออกมาอาจไม่ตรงกับสิ่งที่เขารู้สึกอยู่ภายใน
และเธอเชื่อว่าตนเองสามารถรับรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านั้นได้ดีขึ้น
ถ้าเรามองเรื่องนี้ในกรอบของหนังสือที่กำลังศึกษาว่า
“คนตายแล้วฟื้นมักได้สัมผัสพิเศษ”
นี่คือประเด็นที่ควรหยิบมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง
เพราะคำว่า “สัมผัสพิเศษ” อาจมีอย่างน้อยสองความหมาย
ความหมายที่หนึ่ง
เป็นความสามารถเหนือธรรมชาติจริง ๆ
ความหมายที่สอง
เป็นความไวในการรับรู้อารมณ์และสัญญาณทางสังคมที่เพิ่มขึ้นหลังจากบุคคลผ่านประสบการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในทางจิตวิทยา มนุษย์สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นผ่านสีหน้า น้ำเสียง
ท่าทาง ภาษา และบริบทโดยไม่รู้ตัวได้
ดังนั้น การที่บุคคลรู้สึกว่า
“ฉันรับรู้อารมณ์คนอื่นได้ไวขึ้น”
ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเขามีพลังเหนือธรรมชาติ
แต่อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้าน
ความสนใจ
ความไวทางอารมณ์
ความเห็นอกเห็นใจ
และ
การสังเกตผู้อื่น
ที่เพิ่มขึ้นหลังประสบการณ์เฉียดตาย
ในกรณีของแอนิตา เราจึงควรนำเสนอในฐานะ คำบอกเล่าของเจ้าตัว ไม่ควรยกระดับเป็นข้อพิสูจน์ว่ามนุษย์ได้รับ
“ญาณพิเศษ” หลัง NDE
๘. มุมมองของผู้สนับสนุน
ผู้ที่สนับสนุนการตีความประสบการณ์ของแอนิตาในเชิงจิตวิญญาณมักให้ความสำคัญกับหลายประเด็น
ประการแรก คือ
ความรุนแรงของอาการป่วย
เธออยู่ในภาวะวิกฤตอย่างมาก
และเรื่องราวของเธอไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่สุขภาพปกติ
ประการที่สอง คือ
รายละเอียดของประสบการณ์
เธอไม่ได้เล่าเพียงว่าเห็นแสง แต่บรรยายถึงความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตน ความรัก
การพบผู้ล่วงลับ และการรับรู้ที่เธอมองว่าแตกต่างจากสภาวะปกติ
ประการที่สาม คือ
ผลหลังประสบการณ์
เธอกลับมาและเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างมาก
ประการที่สี่ คือ
การฟื้นตัวทางร่างกายที่เธอมองว่าโดดเด่นอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้
ผู้สนับสนุนบางส่วนจึงมองกรณีของเธอว่าเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่าง
จิตสำนึก — จิตวิญญาณ — ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะนำเสนอมุมมองดังกล่าวได้ แต่ควรใช้คำว่า
“ผู้สนับสนุนตีความว่า...”
หรือ
“ในมุมมองของแอนิตา...”
แทนการกล่าวว่า
“เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่า...”
เพราะการตีความกับการพิสูจน์เป็นคนละระดับของความรู้
๙. มุมมองทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์
เมื่อเรื่องของแอนิตาถูกนำเสนอในวงกว้าง
คำถามทางการแพทย์จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
มะเร็งของเธอหายได้อย่างไร?
และ
NDE มีส่วนทำให้โรคหายหรือไม่?
คำถามสองข้อนี้ยังไม่สามารถตอบด้วยหลักฐานของกรณีบุคคลเพียงรายเดียว
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ในช่วงวิกฤต
ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาทางการแพทย์หลายอย่างพร้อมกัน และการฟื้นตัวของโรคมะเร็ง
โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด อาจตอบสนองต่อการรักษาได้อย่างรวดเร็ว
มีรายงานสาธารณะที่อ้างถึงแพทย์ผู้รักษาแอนิตาในช่วงวิกฤตว่า
การระบายของเหลวจากปอดและการรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา
และแพทย์บางรายให้ความเห็นว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดสามารถตอบสนองต่อเคมีบำบัดได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่แพทย์อีกคนหนึ่งซึ่งได้ตรวจเวชระเบียนภายหลังมองว่าการฟื้นตัวของเธอโดดเด่นมาก
ประเด็นสำคัญคือ
แพทย์เองก็อาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันต่อการตีความกรณีนี้
ดังนั้น การเขียนเชิงวิชาการควรหลีกเลี่ยงประโยคว่า
“NDE รักษามะเร็งของแอนิตา”
เพราะเป็นการสรุปเหตุและผลเกินกว่าหลักฐานที่มี
ควรใช้ว่า
“แอนิตารายงานว่าเธอมี NDE ในช่วงวิกฤต
และหลังจากนั้นเธอฟื้นตัวจากภาวะมะเร็งอย่างโดดเด่น
ซึ่งเธอเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน แต่กรณีนี้ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า
NDE เป็นสาเหตุของการหายจากมะเร็ง”
ประโยคนี้อาจไม่เร้าใจเท่าคำว่า
“หญิงผู้ตายแล้วฟื้นและหายจากมะเร็ง”
แต่มีความซื่อตรงทางวิชาการมากกว่า
๑๐.
ประสบการณ์ส่วนบุคคลกับข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
นี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดจากกรณีของแอนิตา มอร์จานี
เรื่องราวของเธอมีคุณค่าอย่างมากในฐานะ
ประสบการณ์ของมนุษย์คนหนึ่ง
แต่ต้องไม่สับสนระหว่าง
สิ่งที่บุคคลประสบ
กับ
สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้
สองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ระดับที่หนึ่ง — ประสบการณ์ส่วนบุคคล
แอนิตาสามารถบอกเราได้ว่า
“ฉันรู้สึกอย่างไร”
“ฉันเห็นอะไร”
“ฉันเข้าใจอะไร”
“ชีวิตของฉันเปลี่ยนอย่างไร”
นี่เป็นข้อมูลที่มีคุณค่า
เพราะไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า
ประสบการณ์นั้นมีความหมายต่อชีวิตของเธอ
ระดับที่สอง — หลักฐานทางการแพทย์
แพทย์สามารถตรวจสอบได้ว่า
- ผู้ป่วยมีโรคอะไร
- มีผลตรวจอะไร
- ได้รับการรักษาอะไร
- อวัยวะทำงานอย่างไร
- มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างไร
- ผลตรวจหลังการรักษาเป็นอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานคนละประเภทกับประสบการณ์ภายใน
ระดับที่สาม — การพิสูจน์เหตุและผล
นี่คือระดับที่ยากที่สุด
สมมติว่าเราพบว่า
NDE เกิดขึ้น
และหลังจากนั้น
ผู้ป่วยฟื้นตัว
เรายังไม่สามารถสรุปทันทีว่า
NDE เป็นสาเหตุของการฟื้นตัว
เพราะอาจมีตัวแปรอื่นร่วมด้วย
นี่คือหลักพื้นฐานของวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์
การเกิดขึ้นก่อนหลัง ไม่เท่ากับการเป็นเหตุเป็นผลกัน
กรณีแอนิตากับคำถามเรื่อง
“จิตกับกาย”
ถึงแม้เราจะยังตอบไม่ได้ว่า NDE ของแอนิตาเกิดจากกลไกใด
แต่กรณีนี้นำไปสู่คำถามที่สำคัญมาก
จิตใจมีอิทธิพลต่อร่างกายมากเพียงใด?
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
ความเครียดสามารถส่งผลต่อร่างกาย
อารมณ์สามารถส่งผลต่อพฤติกรรม
ความหวังสามารถเปลี่ยนแรงจูงใจ
ความกลัวสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาทางกาย
และการรับรู้ความเจ็บปวดก็มีองค์ประกอบทางจิตใจร่วมด้วย
ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง
สมอง
จิตใจ
อารมณ์
และ
ร่างกาย
เป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ศึกษากันอย่างจริงจัง
แต่การยอมรับว่า “จิตใจกับร่างกายมีความสัมพันธ์กัน” ไม่ได้หมายความว่า
“ความคิดเพียงอย่างเดียวสามารถรักษามะเร็งได้”
สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
กรณีของแอนิตาจึงควรเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดคำถามและการศึกษา
ไม่ใช่คำแนะนำให้ผู้ป่วยละทิ้งการรักษาทางการแพทย์
สิ่งที่กรณีแอนิตา มอร์จานีสอนเรา
เมื่อวางเรื่องของแอนิตาไว้ระหว่างสองขั้ว
ศรัทธา
กับ
วิทยาศาสตร์
เราอาจพบว่าทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน
ฝ่ายหนึ่งถามว่า
“ประสบการณ์นี้มีความหมายอะไรต่อชีวิต?”
อีกฝ่ายถามว่า
“ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นด้วยกลไกอะไร?”
สองคำถามนี้แตกต่างกัน
และมนุษย์สามารถถามทั้งสองคำถามพร้อมกันได้
ในฐานะนักวิชาการ
เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธประสบการณ์ของแอนิตาเพียงเพราะยังพิสูจน์กลไกไม่ได้
แต่เราก็ไม่ควรยกระดับประสบการณ์ของเธอให้กลายเป็นกฎทางการแพทย์
วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือ
รับฟังอย่างเปิดใจ
ตรวจสอบอย่างมีเหตุผล
และแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ
นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดของกรณีนี้
กล่องความรู้
แอนิตา มอร์จานี : สิ่งใดคือข้อมูล
และสิ่งใดคือการตีความ?
|
ประเด็น |
สิ่งที่นำเสนอได้อย่างระมัดระวัง |
|
การเจ็บป่วย |
เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในปี
2002 |
|
ภาวะวิกฤต |
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 เธอเข้าสู่ภาวะโคม่าและมีอาการรุนแรง |
|
NDE |
เธอรายงานว่ามีประสบการณ์เฉียดตาย |
|
การออกจากร่าง |
เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เธอเล่า |
|
การพบผู้ล่วงลับ |
เป็นประสบการณ์ที่เธอรายงาน |
|
ความสงบและความรัก |
เป็นความรู้สึกสำคัญที่เธอบรรยาย |
|
การฟื้นตัว |
มีการฟื้นตัวทางร่างกายอย่างโดดเด่นตามเรื่องราวที่เผยแพร่ |
|
NDE รักษามะเร็ง |
ยังสรุปไม่ได้จากกรณีนี้ |
|
โลกหลังความตายมีจริง |
กรณีนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ |
|
ผลต่อชีวิต |
เธอรายงานว่าความคิดและวิถีชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมาก |
ข้อคิดท้ายบท
เรื่องของแอนิตา มอร์จานีไม่ได้จำเป็นต้องถูกตัดสินเพียงสองทางว่า
“จริงทั้งหมด”
หรือ
“ไม่จริงทั้งหมด”
เพราะประสบการณ์ของมนุษย์มีหลายระดับ
สิ่งที่เธอรู้สึกนั้นเป็นเรื่องจริงในฐานะ ประสบการณ์ของเธอ
สิ่งที่แพทย์ตรวจพบเป็นเรื่องจริงในฐานะ ข้อมูลทางการแพทย์
ส่วนคำถามว่า
“เธอเดินทางออกจากร่างจริงหรือไม่?”
หรือ
“จิตสำนึกดำรงอยู่ได้โดยไม่พึ่งสมองหรือไม่?”
เป็นคำถามอีกระดับหนึ่ง
ที่ยังต้องการหลักฐานมากกว่าคำบอกเล่าของบุคคลเพียงคนเดียว
แต่ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร
มีสิ่งหนึ่งที่เรื่องของแอนิตาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
บางครั้งการเข้าใกล้ความตายที่สุด
กลับทำให้มนุษย์มองเห็นคุณค่าของชีวิตชัดที่สุด
เธอไม่ได้กลับมาเพียงพร้อมลมหายใจ
แต่กลับมาพร้อมคำถามใหม่ว่า
“ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะใช้ชีวิตอย่างไร?”
และคำตอบที่เธอเลือกคือ
ใช้ชีวิตด้วยความรัก มากกว่าความกลัว
นี่คือส่วนที่ทำให้เรื่องของเธอเชื่อมโยงกับบทก่อนหน้าได้อย่างสมบูรณ์
เพราะบางที “สัมผัสพิเศษ” ที่แท้จริงของคนที่กลับจากความตาย
อาจไม่ใช่การเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
แต่อาจเป็น
การมองเห็นชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม
และจากกรณีของแอนิตา มอร์จานี
เราจะเดินทางต่อไปสู่คำถามที่น่าสนใจยิ่งขึ้นในบทต่อไป
บทที่ ๖
เมื่อสมองเปลี่ยนหลังความตายใกล้เข้ามา
เมื่อบางคนกลับมาจากภาวะเฉียดตายพร้อมความสามารถ ความรู้สึก
หรือการรับรู้บางอย่างที่แตกต่างจากเดิม เราจะต้องถามต่อว่า
“สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดขึ้นในสมองหรือในจิต?”
และนี่คือจุดที่เรื่องราวของ Tony Cicoria และปรากฏการณ์ความสามารถทางดนตรีที่เกิดขึ้นหลังภาวะทางสมอง
จะเข้ามาเติมเต็มภาพของหนังสือเล่มนี้
ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
บทนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็น “จุดเปลี่ยน” ของหนังสือ เพราะกรณี Tony Cicoria ทำให้เราเห็นว่า
หลังเหตุการณ์เฉียดตาย
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายเท่านั้น
แต่อาจปรากฏในรูปของ ความสนใจ ความสามารถ การรับรู้
และตัวตนของมนุษย์ ด้วย
ผมจะเขียนโดยแยกให้ชัดว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่า
อะไรเป็นข้อสันนิษฐานทางประสาทวิทยา และอะไรยังเป็นคำถามที่วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น